NEW ZEALAND 10 คืน 11 วัน เหมือนอยู่ในเมืองแห่งความฝันจริงๆ PART#1

ทริปนี้เป็นการเดินทางแบบใกล้ชิดธรรมชาติ… 2 คนผจญภัยในประเทศ New Zealand 10 คืน ช่วงกลางเดือนเมษายน เที่ยวเกาะเหนือแค่เล็กน้อย (ย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆ) แต่ไปเน้นหนักมากๆๆๆที่เกาะใต้ค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าเส้นทางการเที่ยวของเราครั้งนี้ไป route ไหนเมืองไหนกันบ้าง…
(บอกก่อนนะว่าทริปนี้ไม่เน้นตึกสูงและช็อปปิ้ง)
o7bcqorxy3xizzoihww-o

Day 1 – Auckland (arrive in evening)
Day 2 – A day in Auckland
Day 3 – Queenstown
Day 4 – Arrow Town / Kawarau / Wanaka / Tekapo
Day 5 – Lake Pukaki / Aoraki Mt. Cook
Day 6 – Tasman Glacier Heli-Hiking
Day 7 – Akaroa / Christchurch
Day 8 – Kaikoura
Day 9 – Picton
Day 10 – Wellington

10 คืนใน New Zealand ประมาณนี้ถ้าใครสนใจหรือมี plan จะไปบ้างก็รอติดตามกันได้เลยนะคะ

เรามาเริ่มกันเรื่องตั๋วเครื่องบินกันก่อนเลยดีฝ่า… ทุกทริปของ “พี่หยอด” จะพยายามไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไปนัก อย่างเช่นเรื่องตั๋วเครื่องบิน ก็จะพยายามหาที่ประหยัดสุดๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะต้องแลกมาด้วยระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น (เหมือนครั้งนี้เป็นต้น)

การเดินทางขาไปนั่นแอบโหดนิดนึง ด้วยความที่ไปเจอโปรของดีของ “อาแปะ” เลยพุ่งไปจองแบบลืมตัว
เราบินไปเริ่มต้นทริปนี้ที่เมือง Auckland บนเกาะเหนือของ New Zealand ค่ะ
จริงๆสายการบินที่บินตรง Bangkok-Auckland ก็มีนะ (ถ้าใครสนใจก็จัดกันไปได้เลย…ราคาก็โหดใช้ได้) แต่สำหรับเรานั้น ด้วยความที่อยากจะประหยัด เลยตัดสินใจยอมบินหลายต่อ…
เราเลือกที่จะบิน Air Asia : Bangkok – Kuala Lumpur จากนั้นค่อยไปต่ออีก flight ของ Air Asia เช่นกัน  Kuala Lumpur – Auckland (ได้แวะพักเครื่องที่ Gold Coast, Australia ด้วยแว๊บนึง) รวมราคาตั๋วขาไปคนละ 9,600 บาท แจ้งก่อนว่า route นี้ต้องจองตั๋วแยกเป็น 2 เที่ยวนะคะ
เที่ยวนึงคือ Bangkok-Kuala Lumpur และอีกเที่ยวจะเป็น Kuala Lumpur-Auckland โดยกรณีนี้สัมภาระเราจะได้ check through นะคะ
นั่นหมายความว่า เมื่อถึง KL แล้ว เราต้องรับกระเป๋าออกนอก Terminal แล้ว check-in เพือรับ boarding pass และ โหลดกระเป๋าใหม่อีกรอบ
แต่ไม่ยุ่งยากค่ะ สนามบิน KLIA ใหญ่โต และเรามีเวลามากพอในการเปลี่ยนเครื่องค่ะ

สำหรับขากลับนั้น “พี่หยอด” เลือกใช้บริการของสายการบิน Jet Star ค่ะ Wellington-Bangkok แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Melbourne แถมยังได้ขึ้นเครื่อง Dreamliner อีกด้วย ราคาขากลับคนละ 12,200 บาท (อันนี้กระเป๋า check through ถึงกรุงเทพเลย)

รวมไป-กลับ ค่าตั๋วเครื่องบินคนละ 21,800 บาท ซึ่งราคานี้ได้รวม Meal ตลอดการเดินทางและ Baggage 20 kg. แล้วด้วยนะ กินอิ่มนอนหลับสนิทกันตลอดทาง

หลายคนอาจจะคิดว่า นั่ง Low Cost ไหวได้ยังไงไกลขนาดนี้… ตอนแรก พี่หยอด ก็คิดแบบนั้นและแอบกังวลเอามากๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ เครื่องที่เราบินนั่นกว้างขวางมากๆ (มันไม่เหมือนเวลาเราบิน low cost ภายในประเทศเลย) ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ที่นั่งก็นั่งสบาย เข่าไม่ชนเบาะหน้า ขอแนะนำ route นี้นะสำหรับใครที่อยากไปเที่ยวไกลๆแบบประหยัด

เอาล่ะ…ตอนนี้ตั๋วเครื่องบินพร้อมแล้วเดี๋ยวเราไปลุย New Zealand กันโลดดดดดดดดด

————————————————————————-

มาเริ่มกันที่วันแรกของการเดินทางกันเลย เรามีเวลา 1 วันเต็มๆใน Auckland เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น the city of sails ค่ะ เมืองขนาดใหญ่บนเกาะเหนือของประเทศ New Zealand ช่วงที่เราเดินทางกันมานี่อากาศกำลังดีค่ะ ไม่หนาว มีแดดอุ่นๆสบายมากๆ
ลืมบอกไปว่าทริปนี้เร่าเช่ารถขับกันค่ะ ยานพาหนะคู่ใจของเราในทริปนี้คือ Nissan Tida ไซส์กำลังดีสำหรับ 2 คนและ luggage 2 ใบ

ตื่นเช้ามาเรามุ่งหน้ากันไปที่ Devonport กันก่อนเลยค่ะ ขับรถไปจากตัวเมืองไม่เกินครึ่งชั่วโมง ที่ Devonport นี้ทีเด็ดคือการที่เราจะได้เห็น panoramic view ของเมือง Auckland จากอีกฝั่งหนึ่งของ Waitemata Harbour ค่ะ
โดยจุดชมวิวที่ว่านี้ก็คือบน Mt.Victoria สามารถขับรถขึ้นไปได้เลย บนนั้นมีน้องเห็ดเต็มไปหมด น่ารักไปอีกแบบค่ะ

จากนั้นลงจากจุดชมวิวมาชมพิพิธภัณฑ์กันซักหน่อยที่ Torpedo Bay Navy Museum เป็นมิวเซียมเล็กๆที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของกองทัพเรือประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่สมัยสงครามโลก ที่นี่ไม่เสียค่าเข้านะคะ แต่มีเพียงแค่ Donation Box ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสมทบทุนค่ะ ที่นี่ยังมี cafe เล็กๆสามารถนั่งชมวิว Waitemata Harbour ได้ ทีเด็ดของที่นี่คือ Hot chocolate ค่ะอร่อยใช้ได้เลย
ข้อมูลเพิ่มเติม http://navymuseum.co.nz/
หลังจากนั้น ก่อนขับรถกลับเข้าเมือง ลองมาแวะเดินเล่นตรงแถบท่าเรือหน่อยก็ดีนะ มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเยอะเลย แล้วก็ยังสามารถหามุมถ่ายรูปริมอ่าวสวยๆได้ด้วย

พอบ่ายๆเราขับย้อนเข้ามาในเมือง เป้าหมายต่อไปคือร้าน Fish Pot Café เป็นร้าน Fish & Chip ที่ Mission Bay ค่ะ เป็นร้านเล็กๆริมชายหาด มีทั้งแบบ eat-in และ take away ค่ะ แนะนำให้ซื้อออกมาแล้วหาที่นั่งทานริมชายหาดก็ชิวดี
Mission Bay แห่งนี้เป็นชายหาดทอดยาวสวยงาม มองเห็นวิว Rangitoto Island อยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน หาดแห่งนี้ขับรถจากในเมืองไปไม่เกิน 15 นาทีก็ถึงละคะ หรือถ้าใครสนใจอยากแวะชม aquarium ระหว่างทางมา Mission Bay นี่ก็จะผ่าน Kelly Tarlton Sea Life สามารถแวะชมได้ค่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.kellytarltons.co.nz/

พอซํกบ่าย 3 ขยับเข้ามาเที่ยวในตัวเมืองกันบ้าง ที่ที่ต้องไปเลยก็คงจะเป็นย่าน Viaduct Harbour ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Maritime Museum และ  Auckland Ferry Terminal ด้วย บรืเวณนี้จะอยู่ริมอ่าวเลย เป็นท่าจอดเรือที่บอกเลยว่าเรือเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก สวยมาก บรรยากาศดีมากมาย มีทางเดินเลาะริมอ่าว เดืนกันได้เพลินๆ มีร้านอาหารด้วยเผื่อใครอยากมาชิวนี่ recommend เลยค่ะ
และที่ไม่ไกลจากกันก็คือ Queen Street ถนน shopping ที่ใหญ่ที่สุดของ Auckland ค่ะ มีทั้งร้าน brandname ร้าน Drugstore และร้านขายของที่ระลึกค่ะ เดินสบายเพราะทางเท้าประเทศนี้ใหญ่ดีจริงๆ

สำหรับคนที่จะขับรถเที่ยว แนะนำให้จอดรถที่ Wilson Parking นะคะ จะเป็นพื้นที่จอดรถ (บางแห่งเป็นอาคารจอดรถ) ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยค่ะ สามารถมองหาได้ทั่วๆไปตามถนนค่ะ
พี่หยอด จะเข้าเว็บนี้ทุกครั้งเวลาหาที่จอดรถไม่ได้ค่ะ http://www.wilsonparking.co.nz/Pages/default.aspx

img_4038

หมดเวลาสำหรับเกาะเหนือแล้วค่ะ อย่างที่บอกไปว่าเราไม่เน้นเกาะเหนือ 555
วันนี้เราตื่นนอนกันแต่เช้าตรู่ เช้ามากจริงๆ เพราะวันนี้เราจะไป Queenstown กันแว้ววว…วู้ฮู้…
เรานั่ง Domestic flight จาก Auckland – Queenstown ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ค่ะ ค่าตั๋วเครื่องบินก็ราคาเบาๆประมาณ 2,500 บาทต่อคนค่ะ
พอเราบินใกล้ๆจะถึงที่หมาย บอกเลยว่าหลับไปลงเพราะวิวด้านล่างนั่นดีงามสามประเทศจริงๆ ยิ่งตอนเครื่องค่อยๆลดระดับลงนี่ เราแทบจะได้ใกล้ชิดกับทั้งเทือกเขาและทะเลสาบกันเลยทีเดียว บอกเลยว่า “ตกหลุมรัก” เมืองนี้ตั้งแต่แรกเจอ

ประมาณ 9 โมงเราก็มาถึง Queenstown กันแล้วค่ะ เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น Capital of Adventure เลยนะเพราะมีกิจกรรมสนุกๆให้เราได้ทำกันเยอะมากกกกกกกกกก มีทั้งหวาดเสียวนิดๆถึงหวาดเสียวแบบหนักหน่วงค่ะ
ที่หมายแรกเมื่อถึง Queenstown ก็คือการไปเยี่ยมเจ้าบ้านนั่นคือ น้องแกะ นั่นเอง แต่ที่พิเศษก็คือเราจะนั่งเรือไปที่ฟาร์มที่ local มากๆ นักท่องเที่ยวแทบไม่มี เราตัดสินใจซื้อทัวร์ของ Mt.Nicholas Farm Experience (ราคาคนละ 68 NZD) ซึ่งจะใช้เวลาตลอดทริปประมาณ 4 ชม. ล่องเรือออกไปทาง Lake Wakatipu เพื่อไปชม local farm ที่ Mt.Nicholas

img_4040
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.newzealand.com/in/plan/business/mt-nicholas-farm-experience/
ข้อดีของการมาชมฟาร์มนี้คือนั่งท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน ทั้งทริปเรามีนักท่องเที่ยวแค่ 8 คนเท่านั้น ทำให้การเยี่ยมชมฟาร์มครั้งนี้ เป็นกันเองและได้เรียนรู้ถึงการทำฟาร์มอย่างใกล้ชิดค่ะ

เจ้าของฟาร์มพาเราไปชมทั่วเลย เจอทั้งน้องม้า น้องแกะ น้องหมู และน้องหมา(เลี้ยงแกะ) และวิธีการบริหารจัดการฟาร์ม วิธีการโกนขนแกะ และที่พิเศษคือฟาร์มนี้ยังมีรถบัสเล็กๆพอเราขับผ่านเส้นทางสายโหด ขึ้นไปบนเนินเขา Mt.Nicholas ชมวิว Panorama ของโค้งทะเลสาบ Lake Wakatipu สวยมากกกกกกกจริงๆ สวยเกินบรรยายค่ะ
ปิดท้ายทัวร์สั้นๆที่นี่ด้วย Light lunch มี hotdog, pancake, และ เครื่องดื่มบริการลูกทัวร์ก่อนนั่งเรือกลัวเข้าฝั่งด้วย

พอบ่ายๆนั่งเรือกลับถึงฝั่ง เป้าหมายต่อไปคือ Queentown Skyline อยู่บน Bob’s Peak เพื่อขึ้นไปชมวิวที่สวยมากๆและไปเล่น Luge ค่ะ ที่นี่เราเลือกที่จะซื้อบัตรแบบนั่ง Gondola ไป-กลับ และเล่น Luge 2 รอบ ราคาคนละ 45 NZD
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.skyline.co.nz/queenstown/
Luge คล้ายกับรถที่แล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ไม่ใช้เครื่องยนต์ เราสามารถควบคุมความเร็วได้เอง สนุกมากมาย รอบแรกที่เล่น Luge ทุกคนต้องผ่านด่าน Basic กันก่อน ถึงจะสามารถเล่นด่าน Advance ในรอบถัดไปได้ค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเลยค่ะ เพราะเค้าจะเตรียมหมวกกันน๊อตไว้ให้ทุกคนได้ใส่ด้วย  เล่นเพลินเลย 2 รอบแล้วติดใจอยากเล่นอีก 5555
ส่วนเรื่องวิวจากด้านบนนั้น…ไม่ต้องพูดถึงค่ะ สวยเกินบรรยาย ข้างบนนั้นมีร้านขาย Jelly Bean ร้านใหญ่ด้วย สาวก Jelly Bean ต้องไม่พลาด

img_4223img_4222

ช่วงบ่ายแก่ๆเรานั่ง Gondola กลับลงมาในเมือง เดินเล่นรอบๆเมืองแป๊ปเดียวก็ทั่วแล้วค่ะ เมืองไม่ใหญ่มากนัก แต่มีครบทุกอย่างที่ต้องการ จากนั่นลองเดินเล่นไปตามขอบๆทะเลสาบ Wakatipu เดินไปหยุดทุก 3 ก้าวจริงๆเพราะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด ช่วงที่ไปนั่นเป็นช่วงใบไม้เปลียนสีด้วย บอกเลยว่า ทำกล้องตกพื้นถ่ายยังสวยเลย 55555

img_4221img_4220

ได้เวลาหาอะไรทานแล้วล่ะ ตอนแรกตั้งใจอย่างมากที่จะต้องทาง Fergburger  เบอร์เกอร์อันโด่งดังของ Queenstown แต่เมือไปถึงหน้าร้านเท่านั้นแหละ บอกตรงๆว่าถอดใจค่ะ คิวยาวววววววววววววว (ว.แหวน ล้านตัว) และ90% ของคนที่ต่อคิวคือนักท่องเที่ยวชาวจีน !!! บายค่ะ ขอลา
ก็เลยเดินเลือกกันอยู่นานมาจบที่ร้านริมท่าเรือ บรรยากาศดีมากมาย เมนูที่ต้องสั่งคงหนีไม่พ้นอาหารทะเลอย่าง ปลา ปลา ปลา และ ปลา ค่ะ

Good Night QUEENSTOWN

———————————————————

วันที่ 3 แล้ว… วันนี้เป็นการเดินทางที่แสนยาวไกลค่ะ ต้องขับรถกันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว
เราออกเดินทางจาก Queenstown สายๆมาแวะที่เมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Arrow Town ใช้เวลาขับรถเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วค่ะ
Arrow Town เป็นเมืองทางผ่านก่อนที่จะไป adventure กันในวันนี้ บรรยากาศเมืองนี้เป็นอาคารบ้านเรือหลังเล็กๆ สไตล์เก่าแก่ที่รักษาไว้ ทีเด็ดของที่นี่คือ Hot Chocolate ที่ร้าน Patagonia Chocolate ค่ะ (จริงๆแล้วมีอีกสาขานึงที่ Queenstown ด้วยนะคะ)
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.arrowtown.com/
จากนั้น Along the way ก็มีจุดชมวิวให้เราได้หยุดถ่ายรูปมากมายค่ะ จุดนึงที่ห้ามพลาดก็คือ Pisa Conservation Area เมือง Otago และฟาร์มแกะระหว่างทางเมือง Gibbton นั่นเอง

img_4636

แวะเดินเล่นได้ซักพักเราก็ขยับไปต่อกันที่ที่หมายต่อไปของเรานั่นคือ Kawarau Suspension Bridge (AJ Hackett) ที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่อง Bungy Jump ค่ะ แต่ๆๆๆๆๆ บอกตรงๆว่าโดนสั่งห้ามไว้ไม่อยากขัดใจที่บ้าน เลยเล่นได้แค่ Zipline ค่ะ 55555 วิวตรงร่องแม่น้ำ Kawarau สวยงามมากจริงๆค่ะ สำหรับคนที่สนใจกิจกรรม adventure ต้องที่นี่เลยค่ะ
สำหรับ Zipline ราคาคนละ 50 NZD ต่อรอบค่ะ มีราคาแบบ combo ก็มี ประมาณว่าเล่นรอบเดียวไม่พอ… ในการเล่นแต่ละครั้งก็มีหลากหลายท่าทางให้ลองนะคะ ความเสียวก็แตกต่างกันไป ทั้งแบบนั่งปกติ แบบห้อยหัว หรือจะบินแบบ Batman เลยก็มี สนุกดีค่ะ
อ่อ…และที่นี่เค้ามีบริการถ่ายรูปตอนที่เราเล่นด้วยนะคะ เพราะเค้าจะห้ามให้เราใช้กล้องส่วนตัว หรือถ้าใช้ก็ไม่ได้ภาพที่โดนใจเพราะจุดที่ให้ยืนถ่ายค่อนช้างไกล นอกจากใช้กล้องโปรจริงๆ
ด้วยความที่อยากมีรูปเก็บไว้เป็นที่ระทึก เลยโดนไปหลายหลายบาทกันเลยทีเดียว…อันนี้แล้วแต่ชอบนะคะ มีทั้งแบบภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ หรือจะเอาแต่ file ภาพ มีให้เลือกหลาย option ราคามหาโหด !!!
ข้อมูลและราคา ตามเว็บนี้เลยค่ะ http://www.bungy.co.nz/

img_4631

img_4651img_4650img_4649

จบจากกิจกรรม adventure แล้วขับรถต่อค่ะ ยาวๆไปที่หมายของเราวันนี้คือ Lake Tekapo
ระหว่างทางจะผ่านจุดชมวิวเด็ดๆอีกแล้วนั่นคือ Lindis Pass ที่เมือง Cromwell ขับรถพอเริ่มเมื้อยขาก็มาถึง Lake Wanaka พอดี แวะพักสูดอากาศริมทะเลสาบกันซะหน่อย จากนั่นออกเดินทางต่อไปยัง High Country Salmon ที่เมือง Twizel เป็นฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอนที่เราสามารถไปให้อาหารปลา และซื้อปลาแซลมอลสดๆทานได้   http://www.highcountrysalmonfarm.co.nz/
ได้ลอง Smoke Salmon เข้าไปบอกเลยว่าฟินมากกก ที่นี่จะปิด 6 โมงเย็นนะคะ ลองคำนวนเวลาการเดินทางดีดี

และแล้วในทีสุดก็เดินทางมาถึงเมือง Tekapo ค่ะ มาถึงซะค่ำเลย ไม่ทันได้เห็นแสงสุดท้าย แต่ไม่เป็นไร เพราะเราจะได้เห็นแสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าแทน (ยังมีเวลาอีกวันมาเที่ยว Tekapo)

ขอจอดข้างทางแพร๊บ…ตะกี้ลืมใส่ภาพบรรยากาศ Lake Wanaka ให้ดูค่ะ เลยมาแปะให้ดูตรงนี้แทน…
Lake Wanaka ตั้งอยู่ที่เมือง Wanaka ค่ะ เดินทางประมาณ 1 ชม.กว่าๆ จาก Kawarau Suspension Bridge ระหว่างทางมีวิวทิวทัศน์สวยงาม ที่เด็ดๆก็เห็นจะเป็น Lindis Pass ที่เมือง Cromwell  บอกเลยว่านั่งรถไปนี่หลับไม่ลง !!! (แต่ถามว่าง่วงมั้ย…ตอบเลยว่าง่วงมากก)

ัที่ Lake Wanaka แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มากๆค่ะ มีกิจกรรมทางน้ำให้ทำมากมาย เช่น Parasailing เป็นต้น
ที่ New Zealand นี่ดีอย่างคือทุกๆที่ที่คิดว่าสวย…จะมีโต๊ะ/เก้าอี้ ม้านั่ง ไว้ให้ผู้คนได้นั่งพักผ่อนทอดสายตาไปกับธรรมชาติค่ะ จะเมืองเล็กเมืองน้อย เมืองใหญ่แค่ไหน จะต้องมีที่ให้ทุกคนได้พักผ่อนเสมอ… ดีจัง

ถ้าใครพอจะมีเวลาพอสมควรที่ Wanaka แนะนำให้ลองไปชม Wanaka Lavender Farm กับ Stuart Landsborough’s Puzzling World นะคะ ยิ่งถ้ามาเป็นครอบครัว เด็กๆน่าจะชอบ
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.wanakalavenderfarm.com/   และ    http://www.puzzlingworld.co.nz/

มาดูภาพประกอบกันเลย…

ในที่สุดก็เดินทางมาถึง Tekapo กันแล้ว กว่าจะถึงก็ค่ำมืดพอเข้าที่พักปุ๊ป ก็เด้งตัวเองออกมาทันที…
Tekapo ตั้งอยู่ในเขต Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve เป็นหนึ่งในบริเวณที่ดีที่สุดในโลกในการดูดาว ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ไม่มีอะไรบดบัง (ยกเว้นเมฆ ถ้าโชคไม่ดี)
มืดๆแบบนี้จะไปไหนได้นอกเสียจาก ไปถ่ายรุปดวงดาวระยิบระยับที่ Landmark ของเมืองนี้ นั่นคือ “Church of the Good Shepard” โบสถ์ขนาดเล็กมากๆที่ตั้งอยู่ริม Lake Tekapo โบสถ์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาตลอดเวลาทั้งกลางวัน-กลางคืน
พอไปถึงที่ ทุกอย่างมืดมาก มากจริงๆ จะเดินยังต้องใช้ไฟฉายจากมือถือส่องทาง นักท่องเที่ยวมาตั้งกล้องรอถ่ายรูป Milky Way กับ Church of the Good Shepard กันเยอะมากกกก ขาตั้งกล้องตั้งเรียงรายกันเต๊มมมมไปหมด
เสียอยู่อย่างเดียว… คืนที่ไปนั้นพระจันทร์เต็มดวง สว่างใสกิ๊งมาก มากเกินไปจนแทบมองไม่เห็นดาว 555 แต่เราก็ยังไม่หมดความพยายาม ยังไงมาถึงที่แล้วคงต้องลองตั้งกล้องถ่ายดูซักตั้ง

จขกท. เองก็เป็นมือใหม่มากๆๆๆๆๆๆในการถ่ายภาพดวงดาง แถมอุปกรณ์กล้องก็ตัวจิ๋ว แค่ Nikon J5 ไม่โปรเหมือนใครเขา เราไม่หวั่น…
ทันใดนั้นก็คว้าขาตั้งกล้องมา set up แล้วยืนหนาวววงึกๆ กด shutter กันไป กดมาเป็นร้อยรูป ได้รูปที่โดนใจมาแค่นี้…ก็ฟินแล้วค่ะ
ถึงแม่ว่าจะไม่เห็น Milky Way แต่การได้มายืนมองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าด้วยตาเปล่าที่นี่ มันดีที่สุดเลย

อ่อ..ลืมบอกไปว่าตลอดทั้งทริปนี้ ที่ Takapo อากาศหนาวสุดเลยค่ะ อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10 องศา แต่ที่หนักกว่านั้นคือตอนกลางคืนลมพัดตึงแรงมากค่ะ

img_5796

มาต่อกันเลยแบบรัวๆ
วันรุ่งขึ้นมาเที่ยว Tekapo ในตอนกลางวันกันบ้าง Church of the Good Shepard ตอนกลางวันสวยงามไปอีกแบบ มีโขดหินกระจายตัวอยู่ริมทะเลสาบเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวยังคงทยอยเข้ามาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย

ที่ Takapo เราพักกันที่ Lake Tekapo Motels & Holiday Park เป็นบ้านหลังเล็กๆริมทะเลทราบ ตื่นมาเห็นวิวแล้วเหมือนฝันไม่อยากตื่น
หน้าบ้านมีโต๊ะไว้นั่งทานอาหาร เราสามารถ cook เองได้ มีอุปกรณ์ทำอาหารเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน
ที่พักนี้มีลานจอดค้างคืนสำหรับ Camper Van หรือรถบ้านด้วยค่ะ เผื่อใครสนใจมาแวะพักที่นี่ซักคืน
จองที่พักที่เว็บนี้ได้เลยค่ะ http://laketekapo-accommodation.co.nz/
ที่ Takapo นี่ในตัวเมืองค่อนข้างเล็กค่ะ มี supermarket เพียงร้านเดียว และมีร้านอาหารอยู่เล็กน้อย แต่ร้านที่ recommend คือ Mackenzie’s Stone Grill ค่ะ เป็นร้านที่เอาเนื้อสัตว์มาปิ้งบนหินภูเขาไฟ ร้อนฉ่าๆๆถึงโต๊ะเลยค่ะ ร้านนี้คนเยอะเลย โดยเฉพาะช่วง Dinner ร้านหาไม่ยากค่ะ เพราะทุกร้านอยู่บริเวณเดียวกันหมด

img_6177

img_6168o7cqokomwqhr1hodebh-o

อีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาดเมื่อมาที่เมือง Takapo ก็คือ Mt John Observatory and Cowans Hill : EARTH & SKY เป็นประมาณหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของ University of Canterbury ตอนกลางคืนจะมีทัวร์ดูดาวด้วยนะคะ หากใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.earthandskynz.com/window-to-the-universe/en/
ที่นี่สามารถขับรถขึ้นมาได้นะคะ แต่ต้องเสียค่าผ่านประตูเล็กน้อยประมาณ 5 NZD เพราะเป็นเหมือนสถานที่กึ่งราชการ (หรือถ้าใครฟิตก็สามารถเดิน trek ขึ้นไปได้เช่นกันค่ะ)
บนนั้นเราสามารถมองเห็นวิวทะเลสาป Tekapo และตัวเมืองเล็กๆด้านล่างสวยงามมาก และที่สำคัญมี Astro Cafe ค่ะ มี Hot Chocolate อร่อยมากๆๆๆอีกแล้ว แถมยังโรยผงช็อคโกแลตเป็นรูปดาวเสาร์ซะด้วย (จขกท.เป็นไรมากกับ Hot Chocolate เนี่ยะ! พอดีไม่ทานกาแฟค่ะ) อาหารและขนมก็น่าตาดีเลยทีเดียว  ร้านคาเฟ่เปิด 9 am ถึง 6 pm. นะคะ
และสำหรับคนที่ชอบสะสม stamp บนนั้นมีขาย stamp เป็น set ของท้องฟ้าและดวงดาวที่ Tekapo ด้วยนะคะ
ปล. ลมแรงมากๆๆๆนะคะ แนะนำว่าใส่เสื้อหนาๆแม้ในเวลาหน้าร้อน !!

img_4827

ได้เวลาออกเดินทางต่อไป Mt.Cook กันแล้วค่ะ
Mt.Cook เป็นแนวเทือกเขาที่ใหญ่ทีสุดใน New Zealand ระหว่างทางจาก Tekapo ไป Mt.Cook ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆค่ะ
จะผ่าน Lake Pukaki ซึ่งมีความสวยงามมาก น้ำเป็นสีฟ้าสดตัดกับสีของท้องฟ้า และมีเทือกเขา Mt.Cook ที่ปกคลุมยอดด้วยหิมะเป็น Background
ระหว่างทางจะมีจุดพักรถ และเป็นจุดชมวิวที่เด็ดมากๆ อยู่ที่ Lake Pukaki Visitor Centre ว่ากันว่าเป็น Million Dollar View เลยนะจะบอกให้ และที่แห่งนี้เอง “พี่หยอด” ก็ได้มาลิ้มลองความอร่อยของปลาแซลมอน กันอีกครั้ง (ทานกี่ทีก็ไม่เบื่อ) ที่ Mt.Cook Alpine Salmon จัด Salmon Sashimi ไปคนละกล่องว่าฟินแล้ว ที่ฟินกว่านั่นคือการได้นั่งทานไปและดูวิวไปด้วยนี่แหละค่ะ อิ่มทั้งตา อิ่มทั่งท้อง

ไปต่อค่ะ…พี่สุชาติ Mt.Cook ใกล้เข้ามาทุกที เหมือนว่าเรากำลังขับรถเข้าไปปะทะเทือกเขา 555 ที่นี่เราเลือกที่จะพักที่ Mt.Cook Lodge and Motels วิวสวยงามตื่นมาเหมือนโดนโอบกอดไว้ด้วยหุบเขา
ราคาที่พักที่ Mt.Cook นี่ค่อนข้างสูงทุกโรงแรมเลยค่ะ เพราะเป็นที่ที่เข้าไปถึงยากและอาหารการกินก็น้อยเหลือเกิน ถ้าให้ดีควรเลือกที่พักที่มี dinner และ breakfast รวมอยู่ด้วยเลยนะคะ
เข้าไปจองตรงที่หน้าเว็บได้ที่ http://mtcooklodge.co.nz/

บริเวณนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัย และ trekking ค่ะ แต่ๆๆๆๆ อากาศที่นี่ค่อนข้างแปรปรวนตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเวลาจะทำกิจกรรมอะไรก็ตามต้องเช็คสภาพอากาศให้ชัวร์ก่อนนะคะ
บริเวณด้านหน้า Visitor Center จะมีบอร์ดแสดงสภาพอากาศวันต่อวันให้นักท่องเที่ยวได้ทราบค่ะ
ช่วงเย็นวันนั้นอากาศเริ่มไม่เป็นใจสำหรับการเดินทางของ “พี่หยอด” ซะแล้ว แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็คงต้องเดินหน้ากันต่อ
ตอนแรกมีโปรแกรมจะไปขึ้น Helicopter ไปชม Tasman Glacier กันวันนี้ แต่ก็ถูกเลื่อนออกไปเพราะสภาพอากาศปิด
เราเลยเปลี่ยนแผนมาเดินเท้ากันบ้าง เราเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทาง Hooker Glacier Walk ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมเมื่อนักท่องเที่ยวมาที่นี่… ระยะทางของ Hooker Valley ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงเดินไป-กลับ ค่ะ
แต่ด้วยความที่สภาพภูมิอากาศไม่ดี และเย็นมากแล้วด้วย ทำให้ “พี่หยอด” เดินไปได้แค่นิดเดียวก็ต้องหันหลังกลับ ฝนโปรยลงมาตลอดทาง อึมครึม หมอกลง มองไม่เห็นยอดเขา กลัวว่าถ้าดันทุรังต่อไปถ้าไม่สบายขึ้นมาจะเสียแผนที่เหลืออีกหลายวัน เสียดายมาก…แต่ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสต้องกลับมาแก้มือใหม่ !
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.mtcooknz.com/

img_6158img_6160

img_4966img_4970

พรุ่งนี้จะถึงวันที่เป็น Highlight ของทริปนี้แล้ว… เราจะไป TASMAN GLACIER HELI-HIKE กันนนนนน
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ



Categories: I Love the WORLD

Tags: , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: